<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2025 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 22:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฎหมายกำกับและควบคุมการทำความดี “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?”</HEADLINE>
                <CONTENT>




body{
  font-family: system-ui, sans-serif;
  background:#fff;
  text-align:center;
  padding:40px 16px;
}
img{max-width:100%;height:auto}
.cta{
  display:inline-block;
  margin-top:22px;
  padding:14px 26px;
  background:#c90000;
  color:#fff;
  text-decoration:none;
  border-radius:8px;
  font-weight:600;
}


 


ทั้งตลาดเริ่มพูดถึงลุงแป๊ะ
จากคนรับจ้างรายวัน กลับมีเงินใช้ทุกสัปดาห์

&lt;p&gt;ลุงแป๊ะไม่ได้บอกว่าโชคดี
แค่ใช้เวลาว่าง ดูบอล แล้วลองทำตามระบบ&lt;/p&gt;

สมัครง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐาน
เริ่มจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่คนธรรมดาก็ทำได้

&lt;p&gt;สมัครเล่นตอนนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;font-size:12px;margin-top:20px;color:#777&quot;&gt;ระบบกำลังพาไปยังหน้าสมัคร&amp;hellip;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120361</URL_LINK>
                <HASHTAG>Slot Machine, กฎหมายกำกับและควบคุมการทำความดี  “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?”, เทวัญ   อุทัยวัฒน์, เว็บพนัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc7dbc2ce77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112934</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นโยบายสาธารณะกับการพัฒนาคนพิการ   ภาคพิสดารตอน &#039;เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนพิการ หมายถึง &amp;ldquo;บุคคลซึ่งมีข้อจํากัดใน การปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจําวัน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม&amp;rdquo; ซึ่งจากการเก็บสถิติของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์พบว่าในปี พ.ศ. 2564 มีประชากรที่เป็นคนพิการอยู่จำนวนประมาณ 2,000,000 คนเศษในลักษณะของความพิการ 7 ประเภท เช่นความพิการทางการเห็น พิการทางร่างกาย การเคลื่อนไหวหรือด้านจิตใจ การเรียนรู้ หรือ ออทิสติก เป็นต้น &amp;nbsp;โดยมีสัดส่วนหญิงและชายในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน แต่ตัวเลขทางสถิติที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือในจำนวนคนพิการทั้งหมดของประเทศนั้น มีสัดส่วนกว่า 40% หรือกว่า 800,000 คนที่เป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอยู่ภาคเหนือในอัตรา 22% &amp;nbsp;อยู่ภาคกลางและภาคใต้ในอัตรา 21% &amp;nbsp;และ 12% ตามลำดับ สำหรับในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครนั้น มีคนพิการเข้ามาอยู่อาศัยหรือทำมาหากินอีกจำนวนประมาณ 4.6 % หรือประมาณ 100,000 คน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมีคำถามว่าแล้วคนพิการทั้งหมดกว่าสองล้านคนเหล่านี้ ทำมาหากินอะไรกันบ้าง เรียนหนังสือกันถึงขั้นไหน คำตอบที่ได้ยิ่งตกใจมากกว่าเพราะในการจัดสถิติตัวเลขตามการแบ่งประเภทสาขาอาชีพนั้น มีคนพิการอยู่จำนวนมากยังอยู่ในครัวเรือนของภาคเกษตรกรรม &amp;nbsp;โดยมีคนพิการที่ไม่ประสงค์ให้ข้อมูลด้านอาชีพ จำนวนถึง กว่า 350,000 คน (หรือน่าจะเป็นผู้อยู่เฉยๆไม่มีงานทำ) ของจำนวนคนพิการวัยทำงานทั้งหมดที่มีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 850,000 คน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามต่อไปว่ามีคนพิการได้เรียนหนังสือมากน้อยแค่ไหน จากการศึกษาพบอีกว่าคนพิการที่มีโอกาสได้เรียนจบปริญญาตรีมีจำนวนประมาณแค่ 3,300 คนแต่มีจำนวนที่ได้เรียนถึงชั้นประถมศึกษาถึงกว่า 1,200,000 คน &amp;nbsp;พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้ไปต่อ เพราะเหตุใด?&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่การพัฒนาคนพิการของประเทศถูกกำหนดด้วยนโยบายสาธารณะในแต่ละรัฐบาลให้เป็นไปอย่างลุ่มๆดอนๆ ดีบ้าง ไม่ดีบ้างแม้ว่าจะมีการออกกฎหมายมาใช้บังคับคือพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ซึ่งต่อมาก็มีการถูกยกเลิกไปและออกกฎหมายใหม่ในปี พ.ศ. 2550 ในชื่อว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 แก้ไขอีกครั้งในปี พ.ศ. 2556 หรือ พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสําหรับคนพิการ พ.ศ. &amp;nbsp;2551&amp;nbsp;
หรือการที่รัฐบาลไปให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ &amp;nbsp;(UN Convention on the rights of persons with disabilities : CRPD) ภายใต้การกำกับดูแลของสหประชาชาติ (Human Right Office of the High Commissioner) และปัจจุบันมีคนไทยผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นผู้พิการได้รับเลือกเป็นกรรมการอยู่ด้วยหนึ่งคนก็ตาม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบันคนพิการได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละ 800-1,000 บาทและมีระเบียบกำหนดให้จ้างงานคนพิการในสัดส่วน 1: 100 แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีนายจ้างจำนวนหนึ่งเลือกที่จะส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแทนการจ้างผู้พิการเข้ามาทำงาน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 นั้น กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานตรงที่รับผิดชอบ ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น เพียง 827 ล้านบาทเศษ โดยในงบประมาณนี้เป็นงบบุคลากรอยู่ถึงจำนวนกว่า 264 ล้านบาทและเป็นงบเงินอุดหนุนคนพิการในโครงการต่างๆ สำหรับคนพิการทั้งหมดกว่า 2 ล้านคนเพียงประมาณ 162 ล้านบาทเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ยังรอคำตอบคือ ทำไมไม่สนับสนุนอย่างจริงจังให้คนพิการได้เรียนสูงสุดโดยไม่ต้องมีข้อจำกัดด้านอายุ มีรายได้พอเพียง ไม่เป็นภาระสังคม ในเมื่อรัฐฯมีนโยบายที่สวยเลิศหรู &amp;ldquo;มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน&amp;rdquo; มีการกำหนดกฎระเบียบสารพัดทั้งในการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่คนพิการมากมายในการดำรงชีวิตหรือการสัญจร แต่ในความเป็นจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างสำคัญในเมืองหลวงคือการที่ กรุงเทพมหานคร แพ้คดีในศาลปกครองโดยศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วตั้งแต่ต้นปี 2558 ให้กรุงเทพมหานครจัดทำลิฟท์พร้อมทั้งอุปกรณ์สิ่งอํานวยความสะดวก ที่สถานีขนส่งรถไฟฟ้าบีทีเอสทั้งสิ้นรวม 23 สถานีเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการในการเดินทางสัญจรโดยศาลยังกำหนดในคำวินิจฉัยไว้ด้วยว่า บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) หรือ &amp;ldquo;บีทีเอส&amp;rdquo; ผู้รับสัมปทาน ให้ความร่วมมือสนับสนุนกรุงเทพมหานครในการจัดให้มีอุปกรณ์ที่อํานวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบันเป็นเวลากว่า 6 ปีแล้วที่ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินแล้วว่ากรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีงบประมาณและรายได้จัดเก็บของตนเองเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาทต่อปีแพ้คดี แต่แทนที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยอันเป็นที่สุดแล้วกลับเพิกเฉย ล่าช้า ไม่เกรงกลัวศาลปกครองสูงสุดแต่อย่างใด รัฐบาลเองก็ไม่เข้ามาแก้ไขปล่อยให้คำวินิจฉัยของศาลไม่ได้รับการเคารพและปฏิบัติอย่างครบถ้วนเป็นเวลานานกว่า 6 ปี ซึ่งคนพิการผู้ได้รับผลกระทบได้แต่ทำตาปริบๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือท้ายที่สุดแล้ว ต้องคิดในใจดังๆ ว่า &amp;ldquo;เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;rdquo;ก็คือวาทะกรรมหนึ่งที่มอบไว้ให้คนพิการได้ฝันต่อไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112934</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนพิการ, นโยบายสาธารณะกับการพัฒนาคนพิการ   ภาคพิสดารตอน &#039;เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&#039;, เทวัญ   อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc7dbc2ce77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94849</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกับการพัฒนาประเทศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นเวลากว่า 4 ปีที่นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ย่อมาจาก &amp;ldquo;Eastern Economic Corridor&amp;rdquo; ได้ถูกขับเคลื่อนภายใต้ความคาดหวังจากหลายๆ ฝ่ายให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ติดเทอร์โบผลักดันให้ประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในขณะที่ประเทศ (ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด 19) ยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก โดยจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ได้ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่นําร่องเป้าหมายสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศขาดการลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันมาอย่างยาวนาน โครงการอีอีซีก็ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับ การสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ (S Curve) ในหลายประเภท เช่น การบินและโลจิสติกส์ หุ่นยนต์ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ&amp;nbsp;เป็นต้น โดยได้มีการประมูลโครงการขนาดใหญ่ไปแล้วหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) &amp;nbsp;โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก &amp;nbsp;โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 &amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อเกิดภาวะโรคระบาดโควิด 19 ทั่วโลกนั้น การลงทุนของต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เกิดชะงักงัน และหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือในกลุ่มอาเซียนต่างก็ปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าการลงทุน โดยเน้นการสนับสนุนการผลิตและบริโภคในประเทศเป็นหลักในยุคของ the Next Normal ที่หลายๆ ประเภทธุรกิจและการค้าถูกกระทบอย่างรุนแรง (severely disrupted) จนไม่สามารถดำรงอยู่ได้อีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการผลักดันการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในระหว่างที่ประเทศกำลังปรับตัวเพื่อรับ the Next Normal ได้นั้น ขอเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการคิด นโยบายและวิธีการอย่างน้อยใน 4 เรื่องหลัก คือ
1)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ การลดขั้นตอนดำเนินการและธรรมาภิบาล
2)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การพัฒนาฝีมือแรงงาน (Skilled Labor Improvement)
3)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การใช้ platform ใหม่ๆ รวมถึง e-government และ
4)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การบูรณาการและการประสานงานระหว่างหน่วยราชการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นแรก ประเทศไทยมีกฎหมายเกินหนึ่งแสนฉบับซึ่งน่าจะติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งในการลงทุนนั้น ผู้ลงทุนหรือผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามกฎหมายหลายฉบับมากจนทำให้เกิดความล่าช้าและนำไปสู่การคอรัปชั่นในที่สุด ไม่นับรวมถึงธรรมาภิบาลที่หลายๆ คนในหน่วยงานหรือภาคเอกชนยังไม่ทราบถึงความหมายหรือแนวปฏิบัติที่ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราจะเพิ่มศักยภาพของแรงงานมีฝีมือเพื่อการสื่อสารสากลในประเด็นที่สองนั้น พบว่าผลการวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ หรือ&amp;nbsp;EF English Proficiency Index (EF EPI) ของประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่อันดับ 64, 74 &amp;nbsp;และ 89 ของแต่ละปีตามลำดับซึ่งหมายถึงว่าขีดความสามารถของเราตกลงถึง 15 อันดับ (ในขณะที่เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 65 และกัมพูชาอยู่ในอันดับที่ 84 ในปี 2020) โดยเราได้รับการเลื่อนจากกลุ่ม&amp;nbsp;&amp;ldquo;ความสามารถทางภาษาอังกฤษต่ำ&amp;rdquo;&amp;nbsp;ลงสู่กลุ่ม&amp;nbsp;&amp;ldquo;ความสามารถทางภาษาอังกฤษต่ำมาก&amp;rdquo; ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องหาทางแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นที่สามเรื่องของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบราชการยังพบว่ามีอุปสรรคในการนำระบบต่างๆ มาใช้ประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานหรือกับประชาชนเพราะในแต่ละระบบยังไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายนี้เป็นอย่างมาก คือ สาธารณรัฐเอสโตเนีย ที่มีการใช้ระบบ e-government ได้ถึงเกือบ 100% โดยไม่มีคำว่า &amp;ldquo;Digital Divide&amp;rdquo; หมายถึงประชาชนในประเทศ 100% มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช้ฟรีไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของประเทศก็ตาม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ภาพของการยืนรอ นั่งรอของประชาชนหน้าธนาคารกรุงไทยเพื่อลงระบบการรับเงินช่วยเหลือแบบ manual เป็นปรากฏการณ์ที่รัฐบาลต้องนำไปคิดต่อในขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากได้ใช้ระบบ &amp;ldquo;Cloud&amp;rdquo; ในการเก็บข้อมูลการค้า หรือการใช้ &amp;ldquo;Clubhouse&amp;rdquo; ในการพูดคุยในหลากหลายหัวข้อภายใต้ Digital Transformation ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นสุดท้ายเรื่องการบูรณาการและการประสานงานระหว่างหน่วยราชการนั้น ขอยกเพียงตัวอย่างของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ &amp;ldquo;BOI&amp;rdquo; (Board of Investment และสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ &amp;ldquo;EECO&amp;rdquo; ที่ทั้งสองหน่วยงานต่างมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการส่งเสริมการลงทุนแต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นเสมอจากนักลงทุนว่าทั้งสองหน่วยงานมีการทำงานเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรและมีการการบูรณาการและการประสานงานหรือการเชื่อมโยงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนกันอย่างไรบ้างที่เป็นข้อมูลเปิดเผยและครบถ้วน
ขอภาวนาให้เครื่องยนต์ชุดนี้สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงและเร่งเครื่องฝ่าพายุเศรษฐกิจของ the Next Normal ได้อย่างประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94849</URL_LINK>
                <HASHTAG>อีอีซี, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกับการพัฒนาประเทศ, เทวัญ   อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f000de13d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับปัญหาที่ยังรอการแก้ไข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชบัญญัติกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 &amp;nbsp;โดยมีการยกเลิกกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และพระราชบัญญัติภาษีบํารุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับอย่างช้านานและถูกมองจากหลายฝ่ายว่าล้าสมัย มีการใช้ดุลยพินิจมากทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐประพฤติมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเกิดโรคระบาดโควิด 19 และปัจจัยความไม่พร้อมอื่นๆ ทำให้มีการขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไปหลายครั้งและล่าสุดมีการขยายเวลาการแจ้งแบบประเมินบางประเภทออกไปถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจติดตามพร้อมข้อเสนอ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรก คือ ภาษีใหม่นั้นถูกจัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (&amp;ldquo;อปท.&amp;rdquo;) และเขตปกครองพิเศษ คือ กรุงเทพมหานคร (50 เขต) และพัทยา ที่มีอยู่ทั่วประเทศเป็นจำนวนกว่า 7,700 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งจะมีลักษณะ จำนวนของบุคลากรและงบประมาณที่แตกต่างกัน เช่น อปท. ที่เป็นเทศบาลจะมีขนาดใหญ่กว่าองค์การบริหารส่วนตำบล &amp;nbsp;(&amp;ldquo;อบต.&amp;rdquo;) แต่ทุกๆ หน่วยงานต้องปฏิบัติตามกฎหมายแม่ฉบับเดียวกันและมีกฎหมายลูกอีกนับสิบฉบับออกมารองรับวิธีการสำรวจ ประเมินและจัดเก็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเป็นกฎหมายใหม่ ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่างก็ต้องเรียนรู้แบบนับหนึ่งกันถ้วนหน้าและอาจต้องเรียนผิดเรียนถูกร่วมกันเพราะไม่มีบรรทัดฐานให้เดินตามอย่างชัดเจนครบถ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นที่สอง คือ ประเภทของการจัดเก็บที่แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 1) เกษตรกรรม 2) ที่อยู่อาศัย 3) เพื่อการพาณิชย์/อื่นๆ และ 4) ประเภทสุดท้ายที่เป็นปัญหามาก คือ ที่รกร้างว่างเปล่า มีอัตราการจัดเก็บตั้งแต่ 0.03% และจะคิดเพิ่มขึ้นทุกๆ 3 ปี โดยมีอัตราสูงสุดอยู่ที่ 3% ของราคาประเมินหากไม่ได้ทำประโยชน์เป็นเวลานาน เช่น หากที่ดินที่รกร้างเป็นผืนเดียวกันมีขนาด 10 ไร่ มีราคาประเมินอยู่ที่ 10 ล้านบาท หากไม่ได้ทำประโยชน์และทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าเป็นเวลานานหลายๆ ปี จนต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด 3% แล้ว จะต้องเสียภาษีถึงปีละ 300,000 บาท ทำให้เราได้เห็นที่ว่างเปล่าจำนวนมากมีการปลูกต้นไม้ชนิดต่างๆเพื่อให้ที่ดินกลายเป็นที่ทำเกษตรกรรม (เทียม) และได้รับการยกเว้นภาษีใน 3 ปีแรก กรณีเป็นบุคคลธรรมดา และเสียภาษีในอัตราต่ำในระยะต่อไป ทั้งนี้ หากที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินต่อแปลงต่ำกว่า 50 ล้านบาทแล้วจะได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเป็นที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่เป็นหลังแรกและมีมูลค่าน้อยกว่า 50 ล้านบาทก็จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน ส่วนบ้านหลังที่สองและหลังอื่นๆ จะต้องเสียในอัตรา 0.02% ของราคาประเมิน แต่หากเป็นการใช้แบบหลายประเภทในอาคารหลังเดียวกันเช่นชั้นล่างค้าขายและชั้นบนอยู่อาศัยโดยมีที่ดินหลายแปลงหลายโฉนดอยู่ติดกับอาคารในชื่อเจ้าของเดียวกันอีกด้วยแล้ว การประเมินก็จะเป็นแบบหลายอัตราที่เจ้าของคงต้องมึนงงอย่างมากเมื่อได้รับแจ้งการประเมินแบบหลายอัตราในแบบแจ้งเดียวกัน หรืออาจวุ่นวายใจว่าทำไมยังไม่ได้รับแบบประเมินเสียทีแม้นักกฎหมายจะออกมาบอกว่าถ้ายังไม่ได้รับการแจ้ง หน้าที่ในการเสียภาษียังไม่เกิดขึ้นก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสุดท้าย คือ การที่เจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมีหน้าที่ต้องทำการคัดค้านการประเมินและทำการอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาและอาจต้องมีภาระค่าปรับและเงินเพิ่มอีกด้วย ซึ่งหากไม่พอใจหรือไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาก็จะต้องไปฟ้องคดีที่ศาลภาษีอากรกลาง กรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว ดังนั้น การฟ้องคดีไม่ว่าภาระภาษีอยู่จังหวัดใดก็จะต้องมาฟ้องคดีที่กรุงเทพฯ เพียงที่เดียว ทำให้เกิดภาระต่อประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะที่ห่างไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น รัฐบาลควรต้องหาแนวทางชะลอการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ไว้ก่อนจนกว่าทุกหน่วยงานส่วนใหญ่หรือทั้งหมดมีความพร้อมในทุกขั้นตอนโดยเฉพาะกระบวนการสุดท้ายที่ศาลภาษี ซึ่งจะต้องมีอยู่ทั่วทุกภาคหรือตามจังหวัดใหญ่ๆ มิฉะนั้นการบังคับใช้แบบตกๆ หล่นๆ หรือแม้กระทั่งการลดภาษีเหลือ 10% ในปีนี้อาจจะสร้างปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก จนท้ายที่สุดตัวรัฐบาลจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบเสียเอง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79717</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, เทวัญ   อุทัยวัฒน์, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d16b45b035.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74220</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 17:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริง ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปรากฏการณ์ของคดีความต่างๆ ทางอาญาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตลอดมานั้นมักจะเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยที่คล้ายคลึงกันเช่น ความประมาท การเมาสุรา ยาเสพติด ความแค้นด้วยเจตนา &amp;nbsp;หรือการทะเลาะเบาะแว้งต่างๆ เป็นต้นซึ่งหลายคดีนั้นมักจบลงด้วยความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่แตกต่างกันไปในแต่ละเรื่องราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อใดที่เกิดคดีความขึ้นแล้วจะต้องจบลงภายใต้ ระบบยุติธรรม (Justice System) ที่มีผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบอยู่หลายส่วนในกระบวนการยุติธรรมที่เริ่มจากต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งขับเคลื่อนโดยตำรวจผู้ใช้อำนาจหน้าที่เป็น พนักงานสอบสวน ทำการสืบสวน สอบสวน ส่งพยานหลักฐานต่อให้ พนักงานอัยการที่จะเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน จัดทำคำฟ้องเพื่อฟ้องร้องต่อศาลให้พิจารณาพยานหลักฐานต่างๆในการลงโทษหรือยกฟ้องปล่อยตัวจำเลยเมื่อคดีถึงที่สุด แต่ก็มีหลายคดีที่พนักงานสอบสวนและ/หรืออัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยหลายเหตุผลที่สังคมหรือคนส่วนใหญ่อาจสงสัยหรือไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสำคัญที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ตามมักจะมีเรื่องของธรรมาภิบาล เข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมทั้งกระบวนการ ซึ่ง ธรรมาภิบาล (Good Governance) นั้น ขออธิบายความอย่างย่อว่ามาจากคำว่า &amp;ldquo;ธรรม&amp;rdquo; มีความหมายว่า คุณความดี ความยุติธรรม ความถูกต้องและ &amp;ldquo;อภิบาล&amp;rdquo; หมายความว่า บำรุงรักษา &amp;nbsp;ปกครอง ซึ่งอาจแปลรวมความได้ว่า การรักษาความถูกต้อง &amp;nbsp;ด้วยคุณธรรม &amp;nbsp;ความโปร่งใส และหลักนิติธรรมซึ่งหมายถึง การใช้กฎหมายที่เคร่งครัด เสมอภาค มีมาตรฐานเดียวไม่ได้เป็นการใช้ตามอำเภอใจ และต้องไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของบุคคลหรือกลุ่มคนใดโดยเฉพาะ ระบบอุปถัมภ์ หรือการคอรัปชั่นที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมีคำถามเกิดขึ้นว่า ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริงหรือไม่นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ควรต้องมองวิเคราะห์ในหลายๆ มิติรวมถึงมิติของความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีคำพูดว่า &amp;ldquo;คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;ปรากฏการณ์ล่าสุดในคดีรถชนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตที่ใช้เวลากว่า 8 ปียังไม่สามารถยุติได้นั้นย่อมทำให้ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรม มีความสั่นคลอน เมื่อการรักษาความถูกต้องมีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อใดที่การปกครองของรัฐในการบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนไม่เหมือนกัน ย่อมหมายถึงว่าการปกครองของรัฐขาดธรรมาภิบาลในระบบยุติธรรมซึ่งถือเป็นระบบที่สำคัญยิ่งของการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยให้เกิดความผาสุก สถาพรแก่ประชาชนทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นระบบยุติธรรมที่ขาดธรรมาภิบาลย่อมส่งผลให้การปกครองประเทศขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชนและประชาคมโลกและอาจส่งผลถึงความเป็นนิติรัฐ
ได้หากผู้ใช้กฎหมายเพื่อการปกครองไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายเสียเอง&amp;nbsp;จึงเห็นได้ว่าตัวของระบบนั้นมีการออกแบบไว้ให้มีการถ่วงดุลอำนาจของผู้ใช้กฎหมายในหลายส่วนซึ่งหากใช้ไปในทางที่ผิด ขาดความชอบธรรม มีสองมาตรฐาน ย่อมทำให้กลไกของระบบเกิดการทำงานที่ผิดพลาด (malfunction) ได้ ซึ่งความผิดพลาดนั้นไม่ได้เกิดจากตัวระบบแต่เกิดจากผู้ใช้ระบบนั้นเองเป็นผู้กระทำ (human act) ที่มีคนเกี่ยวข้องร่วมกันกระทำอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เป็นขั้นเป็นตอน (organized crime) ซึ่งหลายต่อหลายคดีนั้นอาจเกิดขึ้นหรือมีอยู่จริงและจบไปแล้วเพียงแต่ไม่มีข่าวออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริงหรือไม่นั้น การปฏิบัติของผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ตัวของระบบยุติธรรมจะเป็นคำตอบที่อยู่ในตัวเอง ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการมีส่วนร่วมตรวจสอบหาความจริง หากพบการกระทำความผิดอย่างใดแล้ว จงช่วยกันหาตัวผู้กระทำผิดมาให้ศาลลงโทษ และไม่ว่าช้าหรือเร็ว ความจริงจะปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74220</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมาภิบาล, เทวัญ   อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e88066e9e619.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2020 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2020 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริง ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏการณ์ของคดีความต่างๆ ทางอาญาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตลอดมานั้นมักจะเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยที่คล้ายคลึงกันเช่น ความประมาท การเมาสุรา ยาเสพติด ความแค้นด้วยเจตนา &amp;nbsp;หรือการทะเลาะเบาะแว้งต่างๆ เป็นต้นซึ่งหลายคดีนั้นมักจบลงด้วยความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่แตกต่างกันไปในแต่ละเรื่องราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อใดที่เกิดคดีความขึ้นแล้วจะต้องจบลงภายใต้ ระบบยุติธรรม (Justice System) ที่มีผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบอยู่หลายส่วนในกระบวนการยุติธรรมที่เริ่มจากต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งขับเคลื่อนโดยตำรวจผู้ใช้อำนาจหน้าที่เป็น พนักงานสอบสวน ทำการสืบสวน สอบสวน ส่งพยานหลักฐานต่อให้ พนักงานอัยการที่จะเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน จัดทำคำฟ้องเพื่อฟ้องร้องต่อศาลให้พิจารณาพยานหลักฐานต่างๆในการลงโทษหรือยกฟ้องปล่อยตัวจำเลยเมื่อคดีถึงที่สุด แต่ก็มีหลายคดีที่พนักงานสอบสวนและ/หรืออัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยหลายเหตุผลที่สังคมหรือคนส่วนใหญ่อาจสงสัยหรือไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสำคัญที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ตามมักจะมีเรื่องของธรรมาภิบาล เข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมทั้งกระบวนการ ซึ่ง ธรรมาภิบาล (Good Governance) นั้น ขออธิบายความอย่างย่อว่ามาจากคำว่า &amp;ldquo;ธรรม&amp;rdquo; มีความหมายว่า คุณความดี ความยุติธรรม ความถูกต้องและ &amp;ldquo;อภิบาล&amp;rdquo; หมายความว่า บำรุงรักษา &amp;nbsp;ปกครอง ซึ่งอาจแปลรวมความได้ว่า การรักษาความถูกต้อง &amp;nbsp;ด้วยคุณธรรม &amp;nbsp;ความโปร่งใส และหลักนิติธรรมซึ่งหมายถึง การใช้กฎหมายที่เคร่งครัด เสมอภาค มีมาตรฐานเดียวไม่ได้เป็นการใช้ตามอำเภอใจ และต้องไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของบุคคลหรือกลุ่มคนใดโดยเฉพาะ ระบบอุปถัมภ์ หรือการคอรัปชั่นที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาช้านานหากมีคำถามเกิดขึ้นว่า ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริงหรือไม่นั้นควรต้องมองวิเคราะห์ในหลายๆ มิติรวมถึงมิติของความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีคำพูดว่า &amp;ldquo;คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏการณ์ล่าสุดในคดีรถชนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตที่ใช้เวลากว่า 8 ปียังไม่สามารถยุติได้นั้นย่อมทำให้ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรม มีความสั่นคลอน เมื่อการรักษาความถูกต้องมีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อใดที่การปกครองของรัฐในการบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนไม่เหมือนกัน ย่อมหมายถึงว่าการปกครองของรัฐขาดธรรมาภิบาลในระบบยุติธรรมซึ่งถือเป็นระบบที่สำคัญยิ่งของการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยให้เกิดความผาสุก สถาพรแก่ประชาชนทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นระบบยุติธรรมที่ขาดธรรมาภิบาลย่อมส่งผลให้การปกครองประเทศขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชนและประชาคมโลกและอาจส่งผลถึงความเป็นนิติรัฐ
ได้หากผู้ใช้กฎหมายเพื่อการปกครองไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายเสียเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นได้ว่าตัวของระบบนั้นมีการออกแบบไว้ให้มีการถ่วงดุลอำนาจของผู้ใช้กฎหมายในหลายส่วนซึ่งหากใช้ไปในทางที่ผิด ขาดความชอบธรรม มีสองมาตรฐาน ย่อมทำให้กลไกของระบบเกิดการทำงานที่ผิดพลาด (malfunction) ได้ ซึ่งความผิดพลาดนั้นไม่ได้เกิดจากตัวระบบแต่เกิดจากผู้ใช้ระบบนั้นเองเป็นผู้กระทำ (human act) ที่มีคนเกี่ยวข้องร่วมกันกระทำอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เป็นขั้นเป็นตอน (organized crime) ซึ่งหลายต่อหลายคดีนั้นอาจเกิดขึ้นหรือมีอยู่จริงและจบไปแล้วเพียงแต่ไม่มีข่าวออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริงหรือไม่นั้น การปฏิบัติของผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ตัวของระบบยุติธรรมจะเป็นคำตอบที่อยู่ในตัวเอง ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการมีส่วนร่วมตรวจสอบหาความจริง หากพบการกระทำความผิดอย่างใดแล้ว จงช่วยกันหาตัวผู้กระทำผิดมาให้ศาลลงโทษ และไม่ว่าช้าหรือเร็ว ความจริงจะปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73959</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริง ?, เทวัญ   อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed5fa7e6644e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤตชีวิตตกงานในยุค Covid 19 และ New Normal</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าการแพร่เชื้อของไวรัส Covid 19 ในประเทศจะมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องและรัฐบาลได้ผ่อนคลายการควบคุมพื้นที่ในระยะที่สองแล้วแต่ประเด็นความท้าทายที่อยู่เบื้องหน้านั้นยังคงมีอยู่ให้ต้องแก้ไขในหลายมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในมิติของความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้น ต้องยอมรับว่าไวรัส Covid 19 &amp;nbsp;เป็นตัวเร่งให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมขยายวงถ่างออกอย่างกว้างขวาง &amp;nbsp;ผู้คนจำนวนมากต้องตกงานและกลายเป็นคนว่างงานแบบไม่ได้ตั้งตัว World Economic Forum ได้ประเมินว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้อาจทำให้ประชากรของโลกครึ่งหนึ่งมีความเสี่ยงต่อการตกงาน &amp;nbsp;เห็นได้จากในอมริกาที่มีผู้คนยื่นขอความช่วยเหลือเพราะตกงานจากพิษของการแพร่ระบาดครั้งนี้ไม่น้อยกว่า 30 ล้านคนแล้วซึ่งทำให้หลายสำนักมีความกังวลว่าเศรษฐกิจของอเมริกากำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยใกล้เคียงกับช่วงของ Great Depression แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงทางเศรษฐศาตร์อยู่หลายประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยนั้น &amp;nbsp;คณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินไว้ก่อนหน้าว่า ในเดือนมิถุนายนนี้อาจมีแรงงานตกงานถึงกว่า 7 ล้านคน (จำนวน 6.7 ล้านคนมีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือนและจำนวนกว่า 50% &amp;nbsp;อยู่ในประเภทศูนย์การค้าและการค้าปลีก) จากจำนวนเกือบ 40 ล้านคนในภาคแรงงาน &amp;nbsp;ดังนั้นการปลดล๊อคการควบคุมพื้นที่ในระยะที่สองและระยะต่อๆไปจึงมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงส่งผลต่อจำนวนผู้ตกงานอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาคการเกษตรนั้น หากใช้คำจำกัดความของ &amp;ldquo;ครัวเรือนเกษตร&amp;rdquo; ว่าหมายถึง มีอย่างน้อย 1 คนในครอบครัวทำการเกษตรแล้ว จะมีครัวเรือนถึงกว่า 15 ล้านครัวเรือนที่เป็นครัวเรือนเกษตรและทั้งหมดหรือส่วนใหญ่นั้นอาจจะเข้าเงื่อนไขการได้รับการเยียวยาเหมือนผู้ได้รับผลกระทบร่วม 16 ล้านคนที่กระทรวงการคลังให้ความช่วยเหลือรายละ 15,000 บาท (และยังมีตกสำรวจเช่นกลุ่มเปราะบางและผู้ขอทบทวนสิทธิ์อีกจำนวนมาก) &amp;nbsp;ซึ่งเงินเยียวยาดังกล่าวก็จะประทังชีวิตได้เพียงระยะหนึ่งแต่ที่กำลังตามมาคือจำนวนผู้ตกงานที่เพิ่มมากขึ้นและจะส่งผลต่อปัญหาอื่นๆนานับประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเงินช่วยเหลือหมดลงก็จะนำไปสู่การกู้เงินทั้งในระบบและนอกระบบ ผู้คนได้ตัดสินใจกลับบ้านภูมิลำเนาเดิมที่อย่างน้อยก็มีอาหารประทังชีวิตแต่ก็พบเจอกับปัญหาภัยแล้งและผลผลิตที่ล้นตลาดเนื่องจากพิษเศรษฐกิจและปัญหาการส่งออกไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว &amp;nbsp;การจ้างงานกลับเข้าตลาดแรงงานจะไม่ได้จำนวนเท่าเดิม เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้เกิดมิติใหม่ในตลาดแรงงานว่ามีหลายตำแหน่งงานไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปซึ่งหมายถึงว่าในหลายๆกิจการได้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีใหม่ (New Normal) และถูกเปลี่ยนไปแบบ disrupted ที่มีไวรัส Covid 19 เป็นตัวเร่งให้เกิดเร็วขึ้นและในหลายกิจการได้เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและฝังรากลึก &amp;nbsp;วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้แม้จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางถ้วนทั่วทั้งรวยจนแต่ต้องยอมรับว่าการตกงานว่างงานส่งผลให้สังคมไทยเปราะบางมากขึ้นแม้จะได้เห็นปรากฏการณ์การปันสุขของผู้คนในสังคมบ้างก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางแก้ไขที่สำคัญในระยะสั้นขณะนี้คือต้องเน้นให้คนมีงานทำ มีรายได้ &amp;nbsp;เกษตรกรสามารถผลิตแข่งขันและขายได้ &amp;nbsp;ซึ่งในระยะยาวนั้นจะต้องเร่งให้มีการพัฒนาภาคการเกษตรให้เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ สนับสนุนส่งเสริมแรงงานไทยเป็นแรงงานมีฝีมือ เพิ่มทักษะตนเองอยู่เสมอ (upskill/reskill) และต้องเป็นนโยบายที่ต่อเนื่องในทุกๆรัฐบาลและกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66416</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, คนตกงาน, วิกฤตชีวิตตกงานในยุค Covid 19 และ New Normal, เทวัญ   อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c7847c9292.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
